เมื่อลูกบ้านดูได้บางช่องแต่บางช่องหาย ปัญหามักอยู่ที่ความถี่บางย่านในระบบทีวีรวม ไม่ใช่ระบบเสียทั้งหมด บทความนี้สรุปสาเหตุที่พบบ่อย ลำดับการตรวจ 5 จุดจากห้องลูกบ้านถึงดาดฟ้า และค่าที่ฝ่ายเทคนิคควรวัด
ลูกบ้านคอนโดที่รับทีวีดิจิทัลไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาของระบบรับสัญญาณของอาคาร ไม่ใช่ทีวีของแต่ละห้อง บทความนี้สรุปสาเหตุ ทางเลือกการแก้ไข 3 กรณีเรียงตามงบประมาณ และขั้นตอนที่นิติบุคคลเริ่มได้ทันที
Multi-Band Amplifier คือเครื่องขยายสัญญาณ RF ที่รองรับหลายย่านความถี่ในอุปกรณ์ตัวเดียว เช่น VHF, UHF และ IF Satellite ทำให้สามารถขยายทั้งสัญญาณทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน (DVB-T/T2) และสัญญาณดาวเทียม (DVB-S/S2) พร้อมกันได้ เหมาะสำหรับระบบ MATV และ SMATV ที่ต้องการรวมหลายแหล่งสัญญาณเข้าสู่ระบบเดียวก่อนกระจายไปยังห้องพักหรือจุดรับชมต่าง ๆ ภายในอาคาร
TV & Satellite Splitter คืออุปกรณ์สำหรับแบ่งสัญญาณ RF (Radio Frequency) ในระบบ MATV, SMATV และ CATV โดยทำหน้าที่แบ่งสัญญาณทีวีจากสาย Coaxial Cable 1 เส้น ออกไปยังหลาย Output เพื่อกระจายสัญญาณไปยังทีวีหลายเครื่องหรือหลายห้องพร้อมกัน
ในระบบ MATV, SMATV และ CATV นอกจากเสาอากาศ จานดาวเทียม Headend และ RF Amplifier แล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อคุณภาพของระบบ นั่นคือ Splitter และ Tap-Off ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับ แบ่งสัญญาณ RF ไปยังห้องพักหรือจุดรับชมทีวีต่าง ๆ ภายในอาคาร
ในระบบ MATV, SMATV และ CATV นอกจากเสาอากาศ จานดาวเทียม Headend และ RF Amplifier แล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อคุณภาพของระบบ นั่นคือ Splitter และ Tap-Off ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับ แบ่งสัญญาณ RF ไปยังห้องพักหรือจุดรับชมทีวีต่าง ๆ ภายในอาคาร
เวลาพูดถึงระบบ MATV, SMATV หรือ CATV หลายคนมักเคยได้ยินคำว่า Booster และ Amplifier ถูกใช้สลับกันอยู่เสมอ บางคนเรียกเครื่องขยายสัญญาณทีวีว่า Booster ขณะที่บางคนเรียกว่า RF Amplifier หรือ Line Amplifier จนทำให้หลายคนสงสัยว่า จริง ๆ แล้วอุปกรณ์เหล่านี้เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้งานแบบไหนจึงจะเหมาะกับระบบทีวีรวมศูนย์ของอาคาร
Main Distribution System หรือระบบกระจายสัญญาณหลัก คือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณจาก Headend ไปยังห้องพักหรือจุดรับชมต่าง ๆ ภายในอาคาร เปรียบเสมือน เส้นเลือด ของระบบทีวีรวมศูนย์ที่ทำหน้าที่ลำเลียงทั้งสัญญาณภาพ เสียง และข้อมูลไปยังผู้ใช้งานปลายทาง
หลายคนที่ทำธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล คอนโด หรืออาคารสำนักงาน อาจเคยได้ยินคำว่า DVB-T2, DVB-S2 หรือ DVB-C ผ่านอุปกรณ์ทีวี กล่องรับสัญญาณ หรือระบบ Headend แต่ยังไม่เข้าใจว่ามาตรฐานเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร และเกี่ยวข้องกับระบบ MATV, SMATV, CATV และ IPTV อย่างไร
ในอดีต ระบบทีวีภายในโรงแรม โรงพยาบาล คอนโด หรืออาคารสำนักงาน อาจมีหน้าที่เพียงกระจายสัญญาณโทรทัศน์ให้ผู้ใช้งานรับชมได้เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ระบบ MATV, SMATV, CATV และ IPTV ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Infrastructure ของอาคารยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงกับทั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบบประชาสัมพันธ์ ระบบ Smart Building รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและผู้เข้าพัก
ในอดีต การรับชมโทรทัศน์ภายในโรงแรม โรงพยาบาล คอนโด หรืออาคารสำนักงาน มักเป็นเพียงการต่อเสาอากาศหรือจานดาวเทียมเข้ากับโทรทัศน์แต่ละเครื่องแยกจากกัน แต่เมื่ออาคารมีจำนวนห้องมากขึ้น ระบบลักษณะนี้เริ่มเกิดปัญหาทั้งด้านคุณภาพสัญญาณ การบำรุงรักษา ความยุ่งยากในการจัดการ รวมถึงต้นทุนระยะยาว ทำให้เกิดแนวคิด ระบบทีวีรวมศูนย์ หรือ Centralized Television System ขึ้นมา ปัจจุบันระบบ MATV, SMATV, CATV และ IPTV กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอาคารยุคใหม่ โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม เพราะระบบเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่งสัญญาณโทรทัศน์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับ Guest Experience, ระบบสื่อสารภายใน, ระบบประชาสัมพันธ์ และ Digital Service Platform ขององค์กรอีกด้วย
ในระบบ MATV / SMATV / CATV / IPTV หลายโครงการเลือกตัดงบอุปกรณ์อย่าง Surge Protector / Lightning Arrestor เพราะมองว่าไม่จำเป็นหรือไม่เห็นผลโดยตรงต่อคุณภาพภาพและเสียง แต่ในความเป็นจริง อุปกรณ์ชิ้นเล็กนี้กลับเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่า ระบบจะอยู่หรือจะพัง ในวันที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด และบทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ การประหยัดเงินเพียงหลักพันบาท อาจนำไปสู่ความเสียหายระดับหลักแสนหรือมากกว่านั้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ในระบบ MATV / SMATV / CATV / IPTV ความเสียหายจากฟ้าผ่าและไฟกระชากอาจทำให้อุปกรณ์เสียหายทันที หรือมีหลายกรณีค่อยๆ เสียหายทำให้คุณภาพสัญญาณลดลง เกิดอาการภาพกระตุก สัญญาณล่ม หรือทำให้อุปกรณ์ Headend และระบบกระจายสัญญาณเสียหายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการเลือก Surge Protector / Lightning Arrestor จึงไม่ใช่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน ให้มีไว้ก่อน แต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับประเภทระบบ ความถี่ สภาพแวดล้อม และมาตรฐานทางเทคนิค เพื่อให้สามารถปกป้องระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว วิธีเลือก Surge Protector / Lightning Arrestor สำหรับ MATV / SMATV / CATV / IPTV มีรายละเอียดดังนี้
คุณอาจลงทุนกับระบบ MATV หรือ IPTV ไปแล้วหลักแสนถึงหลักล้านบาท เพื่อให้ภาพคมชัด เสถียร และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานหรือแขกในโรงแรม แต่รู้หรือไม่ว่า เหตุการณ์เพียงเสี้ยววินาที จากไฟกระชากหรือฟ้าผ่า สามารถทำให้ระบบทั้งหมดล่มได้ทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน และสิ่งที่สามารถป้องกันความเสียหายระดับนี้ได้ ในราคาเพียงหลักพันบาทเท่านั้นSurge Protector หรือ Lightning Arrestor สำหรับสาย Coaxial RF คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้องกันแรงดันไฟฟ้าสูงผิดปกติ (Transient Surge) จากภายนอกไม่ให้เข้าสู่ระบบผ่านสายสัญญาณ RF เช่น จากฟ้าผ่าใกล้เคียง ไฟกระชาก หรือการเหนี่ยวนำทางไฟฟ้า โดยมีหน้าที่ปกป้องอุปกรณ์สำคัญ เช่น Headend, Amplifier, Encoder/Transcoder และเครื่องรับโทรทัศน์ ไม่ให้เกิดความเสียหายจากพลังงานไฟฟ้าที่เกินขีดจำกัดการทำงาน
ในระบบ MATV, SMATV, CATV และ IPTV ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกอาคาร เช่น เสาอากาศภาคพื้นดิน จานดาวเทียม รวมถึง สัญญาณจากสถานีเคเบิลท้องถิ่นจากภายนอก ความเสี่ยงจากไฟกระชาก (Surge) และฟ้าผ่า (Lightning) ถือเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเดินสายโคแอคเซียลเพื่อรับสัญญาณมาส่งกระจานสัญญาณเข้าระบบแล้ว ยังมีความเสี่ยงเรื่อง ไฟกระชาก ฟ้าผ่า รวมถึงการปล่อยไฟฟ้าเข้าระบบจากผู้ไม่หวังดี เหตุการณ์ดังกล่าวแม้เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่สามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออุปกรณ์สำคัญ ตั้งแต่ Headend, Receiver, Encoder, Amplifier, ไปจนถึงเครื่องรับโทรทัศน์ได้ในทันที ส่งผลให้ระบบล่มทั้งเครือข่ายและกระทบต่อการให้บริการโดยตรง ด้วยเหตุนี้ การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก/ฟ้าผ่า (Surge Protector / Lightning Arrestor) ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียง อุปกรณ์เสริม แต่เป็น องค์ประกอบพื้นฐาน ของการออกแบบระบบอย่างมืออาชีพ อุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นด่านป้องกันแรก ที่ช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องการลงทุนของระบบทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า Surge Protector มีราคาเพียงหลักพันบาท แต่สามารถป้องกันความเสียหายของระบบที่มีมูลค่าหลักแสนถึงหลักล้านบาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในเชิงวิศวกรรม ความต่อเนื่องในการให้บริการ และความมั่นคงทางธุรกิจในระยะยาว
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสื่อสารและพฤติกรรมผู้บริโภค ระบบเคเบิลทีวี CATV และผู้ให้บริการระดับท้องถิ่น (LCO) ในประเทศไทยได้เดินทางผ่านทั้งยุคของการเติบโตสูงสุดและการปรับตัวครั้งสำคัญ จากจุดเริ่มต้นในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงโทรทัศน์ได้อย่างทั่วถึง สู่การเป็นผู้ให้บริการที่ต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มดิจิทัล อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสตรีมมิ่งในยุคใหม่ บทความชุดนี้ทั้ง 4 ตอน จะพาไปทำความเข้าใจพัฒนาการของระบบ CATV ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงความท้าทายและทิศทางการปรับตัวของผู้ให้บริการ LCO ในประเทศไทยอย่างรอบด้าน
Headend ระบบ MATV / SMATV / CATV คือศูนย์กลางในการรับ ประมวลผล และกระจายสัญญาณโทรทัศน์ โดยทำหน้าที่เชื่อมโยง ต้นทางของสัญญาณ (Content Source) เข้ากับ ผู้ใช้งานปลายทาง (End User) ผ่านกระบวนการทางเทคนิคที่ซับซ้อนแต่มีความเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการรับสัญญาณจากหลายแหล่ง เช่น สัญญาณดาวเทียม (Satellite TV), โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล (Digital Terrestrial TV), ระบบ IPTV, กล้องวงจรปิด (CCTV) หรือสื่อภายในองค์กรจาก Media Server ซึ่งแหล่งสัญญาณเหล่านี้มีรูปแบบและมาตรฐานที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องนำเข้าสู่ระบบ Headend เพื่อจัดการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อนส่งต่อไปยังผู้ใช้งาน
อุปกรณ์แยกสัญญาณทีวีและดาวเทียม (TV/SAT) อย่าง Splitter และ Tap-off มีหน้าที่สำคัญในการกระจายสัญญาณจากสายหลักเพียงเส้นเดียว ไปยังหลายจุดใช้งาน เช่น กระจายระหว่างอาคารต่างๆ กระจายสัญญาณระหว่างชั้น หรือการกระจายสัญญาณไปยังเต้ารับทีวีจุดต่างๆ ถูกใช้ในระบบ MATV / SMATV / CATV เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม รีสอร์ท คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หอพัก ห้องเช่า หรือบ้านพักอาศัยแม้ทั้งสองอุปกรณ์จะมีหน้าที่ แยกสัญญาณ เหมือนกัน แต่หลักการทำงานและการใช้งานนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินของประเทศไทยในอดีตใช้การส่งสัญญาณแบบอนาล็อก (Analog) ผ่านย่านความถี่ VHF และ UHF (ประมาณ 45-862 MHz) ซึ่งแม้จะเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่มีข้อจำกัดสำคัญ เช่น การใช้คลื่นความถี่ไม่คุ้มค่า ความไวต่อสัญญาณรบกวน (Noise) และไม่รองรับบริการเสริม ทำให้ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 2011 ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television: DTT) โดยเลือกใช้มาตรฐาน DVB-T2 ที่สามารถส่งหลายช่องรายการในความถี่เดียว (Multiplexing) รองรับภาพระดับ HD และบริการเสริมต่างๆ เช่น EPG ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้งานคลื่นความถี่เพื่อรองรับเทคโนโลยีสื่อสารและบรอดแบนด์ไร้สายยุคใหม่ ทำให้มีการปรับโครงสร้างคลื่นความถี่ (Refarming) ตามแนวทาง Digital Dividend โดยนำบางส่วนของย่าน UHF ไปใช้กับระบบโทรศัพท์ไร้สาย 4G/LTE และ 5G/LTE ตามลำดับ ส่งผลให้ปัจจุบันการออกอากาศทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินของประเทศไทยถูกจำกัดอยู่ในช่วง 470-692 MHz ในระบบ DVB-T2 เพื่อสามารถใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
มอดูเลเตอร์ (Modulator) คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณภาพ เสียง หรือข้อมูล ให้ผสมกับคลื่นความถี่สูง เพื่อให้สามารถส่งผ่านสายหรืออากาศไปได้ไกลขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพโดยมอดูเลเตอร์มีทั้งแบบ อนาล็อก (Analog) ที่ใช้งานง่าย เหมาะกับระบบพื้นฐาน และแบบดิจิทัล (Digital) ที่ให้ความคมชัดสูง เสถียร และรองรับข้อมูลได้มากกว่าทั้งหมด นี้คือหัวใจสำคัญของระบบส่งสัญญาณในปัจจุบัน
หาก กสทช. นำย่านความถี่ C-Band ไปประมูลเพื่อใช้กับ 5G ในปี 2572 จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการสื่อสารของประเทศที่ส่งผลต่อทั้งระบบดาวเทียม บริการสาธารณะ และภาคธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านนี้จึงต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจน การสื่อสารกับประชาชน และการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ เพื่อให้การใช้คลื่นร่วมกันเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและยั่งยืนในระยะยาว
การนำ C-Band ไปใช้กับ 5G เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการสื่อสารของประเทศที่ส่งผลต่อทั้งระบบดาวเทียม บริการสาธารณะ และภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงนโยบายและการปรับตัวของทุกภาคส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและยั่งยืน
การนำย่านความถี่ C-Band ไปใช้กับเครือข่าย 5G ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมที่เคยพึ่งพาคลื่นย่านนี้เป็นหลัก ทั้งในด้านความเสี่ยงต่อการรบกวนสัญญาณ ความเสถียรของบริการ และต้นทุนในการปรับโครงสร้างพื้นฐาน จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการคลื่นความถี่อย่างรอบคอบ เพื่อให้ระบบดาวเทียมและเครือข่ายภาคพื้นดินสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
C-Band ถูกเลือกเป็นย่านความถี่หลักของเครือข่าย 5G ในหลายประเทศ เนื่องจากให้สมดุลที่ดีที่สุดระหว่างความเร็ว ความครอบคลุม และต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนบทบาทจากย่านดาวเทียมสู่โครงข่ายดิจิทัลภาคพื้นดิน สะท้อนการปรับตัวของโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารโลก และทำให้ C-Band กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบในระยะยาวเผยแพร่: 12 ม.ค. 2569 โดย: รุ่งเรือง หวนระลึก
C-Band เป็นย่านความถี่ดาวเทียมที่โดดเด่นด้านความเสถียรและความทนทานต่อฝน จึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในระบบกระจายสัญญาณโทรทัศน์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารมาอย่างยาวนาน ในอนาคต C-Band กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะคลื่นความถี่สำคัญของเครือข่าย 5G Mid-Band ซึ่งสร้างทั้งโอกาสใหม่และความท้าทายด้านการบริหารจัดการคลื่นความถี่ เพื่อให้การใช้งานดาวเทียมและเครือข่ายภาคพื้นดินสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ย่านความถี่ดาวเทียมเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดความเสถียร ความเร็ว และคุณภาพของการสื่อสารผ่านดาวเทียม โดย C-Band เด่นด้านความทนทานต่อฝน Ku-Band ติดตั้งง่าย ใช้งานแพร่หลาย และ Ka-Band รองรับอินเทอร์เน็ตดาวเทียมความเร็วสูง การเลือกย่านความถี่ที่เหมาะสมจึงมีผลโดยตรงต่ประสิทธิภาพระบบและความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว
หลังจากเทคโนโลยีดาวเทียมก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการสื่อสาร ดาวเทียมก็ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการกระจายสัญญาณโทรทัศน์ โทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม หนึ่งในสิ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือการเลือกใช้ย่านความถี่ที่เหมาะสม สองย่านที่ถูกนำมาใช้งานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอย่างแพร่หลายคือ C-band และ Ku-band โดยแต่ละย่านก็มีคุณสมบัติและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้
โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม (Satellite Television) คือ ระบบการกระจายสัญญาณโทรทัศน์ที่ส่งสัญญาณภาพและเสียงจากสถานีภาคพื้นดิน (Uplink) ขึ้นไปยังดาวเทียมสื่อสารในอวกาศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายขอบเขตการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมพื้นที่กว้าง จากนั้นดาวเทียมจะส่งสัญญาณกลับลงสู่พื้นโลก (Downlink) ทำให้ผู้ชมสามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้โดยติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมซึ่งต้องปรับทิศทางให้ตรงกับดาวเทียมเป้าหมาย จากนั้นเชื่อมต่อกับกล่องรับสัญญาณดาวเทียม (Set-top Box Satellite Receiver) เพื่อถ่ายทอดสัญญาณเข้าสู่โทรทัศน์ ผู้ชมจึงสามารถรับชมรายการโทรทัศน์ได้จากทุกพื้นที่ที่อยู่ในบริเวณที่สัญญาณดาวเทียมครอบคลุม
ดาวเทียม (Satellite) สามารถโคจรรอบโลกได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับ ภารกิจ ตั้งแต่ เพื่อการสื่อสาร การสำรวจ การพยากรณ์อากาศ การนำทางและพิกัดตำแหน่ง การทหารและความมั่นคง งานวิทยาศาสตร์และวิจัยอวกาศ ฯลฯ โดยวงโคจรดาวเทียมจะแบ่งตาม ระดับความสูงเหนือพื้นโลก และ ลักษณะการเคลื่อนที่ เราสามารถแบ่งวงโคจรดาวเทียมได้ 4 วงโคจรดังนี้:
ดาวเทียม (Satellite) คือวัตถุที่มนุษย์ส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก (หรือดวงจันทร์, ดาวอังคาร ฯลฯ) ดาวเทียมไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งประดิษฐ์ที่ลอยอยู่ในอวกาศ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยี ค้นคว้าความรู้ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่โลกของเราในแทบทุกด้าน เป็นสิ่งประดิษฐ์อันชาญฉลาดของมนุษยชาติที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก ทำหน้าที่เป็นดวงตาและหูในอวกาศ ทำให้เราสามารถสื่อสาร ติดต่อ สำรวจ และวิจัยสิ่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง การใช้งานดาวเทียมแบ่งได้หลากหลายประเภทตามภารกิจสำคัญ ดังนี้:
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เทคโนโลยีจรวดได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1957 สหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกที่มีชื่อว่า Sputnik 1 ขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit, LEO) ดาวเทียม Sputnik 1 เป็นเพียงดาวเทียมที่ส่งสัญญาณวิทยุธรรมดา (Beep Beep) เพื่อแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และการทหาร แม้ว่า Sputnik1 จะไม่ได้เป็นดาวเทียมสื่อสาร แต่เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้เกิดการพัฒนาของอุตสาหกรรมดาวเทียมในเวลาต่อมา
เมื่อเราขว้างหรือโยนวัตถุขึ้นไปในอากาศ วัตถุจะเคลื่อนที่ขึ้นไปจนถึง จุดสูงสุด ซึ่งเป็นจุดที่ ความเร็วในแนวตั้งเป็นศูนย์ จากนั้นแรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงวัตถุให้ตกกลับลงมา เป็นหลักฟิสิกส์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล์และแรงโน้มถ่วงของโลกที่ดึงวัตถุกลับลงมาหลังจากที่ความเร็วในแนวตั้งเป็นศูนย์
กสทช. คือ เสาหลักสำคัญในการวางรากฐานการสื่อสารของไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นกลไกสำคัญในการนำพาประเทศไทยสู่อนาคตที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน …
ระบบทีวีรวมศูนย์แบบ CATV (Community Antenna Television) คือ ระบบทีวีรวมศูนย์ที่ที่มีการรับสัญญาณทีวีจากหลายแหล่ง เช่น เสาอากาศภาคพื้นดิน จานดาวเทียม รวมถึงรายการที่ผลิตเอง แล้วนำสัญญาณที่ได้ทั้งหมดมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน ระบบทีวีรวมศูนย์แบบ CATV มีการกระจายโครงข่ายเป็นวงกว้างตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ
ระบบทีวีรวมศูนย์แบบ SMATV (Satellite Master Antenna Television) คือ ระบบทีวีรวมศูนย์ที่รับสัญญาณทีวีจากเสาอากาศภาคพื้นดิน และ รับสัญญาณจากจานดาวเทียมแล้วนำสัญญาณที่ได้มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบเดียวกับเสาอากาศ นำสัญญาณทั้งสองมารวมกัน และส่งกระจายไปยังโทรทัศน์หลายจุดภายในอาคารอย่างทั่วถึง เหมาะสำหรับการใช้งานในอาคารชุด โรงแรม รีสอร์ท คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ แฟลต หอพัก หรืออาคารสำนักงาน ที่ต้องการให้บริการช่องรายการทีวีพื้นฐานแก่ผู้พักอาศัยหรือผู้ใช้งาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกจุดรับชมภายในอาคารได้รับภาพและเสียงที่คมชัดเท่าเทียมกัน บทความนี้จะอธิบายเฉพาะในส่วนการรับสัญญาณจากจานดาวเทียมเท่านั้น ในส่วนการรับสัญญาณทีวีจากเสาอากาศภาคพื้นดิน ท่านสามารถศึกษารายละเอียดจากบทความระบบทีวีรวมศูนย์แบบ MATV
ในการออกแบบระบบทีวีรวมศูนย์แบบ MATV (Master Antenna Television) จำเป็นต้องเข้าใจว่าปัจจุบันช่วงความถี่บางส่วนที่เคยใช้สำหรับการกระจายสัญญาณทีวี ถูกนำไปใช้งานในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ LTE/4G/5G การเลือกใช้อุปกรณ์ เช่น เสาอากาศรับสัญญาณและอุปกรณ์ขยายสัญญาณ ควรเลือกแบบที่สามารถกรองคลื่นความถี่ LTE/4G/5G ได้ เพื่อลดสัญญาณรบกวน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองหรือดาดฟ้าอาคารที่อยู่ใกล้เสาสัญญาณโทรศัพท์
ระบบทีวีรวมศูนย์แบบ MATV คือ กระบวนการรับสัญญาณทีวีภายในอาคารจากเสาอากาศภาคพื้นดินเพียงชุดเดียว แล้วนำสัญญาณที่ได้รับมากระจายไปยังโทรทัศน์หลายจุดภายในอาคารอย่างทั่วถึง เหมาะสำหรับการใช้งานในอาคารชุด โรงแรม รีสอร์ท คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ แฟลต หอพัก หรืออาคารสำนักงาน ที่ต้องการให้บริการช่องรายการทีวีพื้นฐานแก่ผู้พักอาศัยหรือผู้ใช้งาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกจุดรับชมภายในอาคารได้รับภาพและเสียงที่คมชัดเท่าเทียมกัน
ระบบทีวีรวมศูนย์ (Centralized TV System) คือ กระบวนการรับสัญญาณภาพและเสียง (Video) จากแหล่งต่างๆ เช่น เสาอากาศภาคพื้นดิน จานดาวเทียม เครื่องรับดาวเทียม คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวิดีโอ หรือการผลิตรายการสด แล้วนำสัญญาณทั้งหมดมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน พร้อมจัดเรียงช่องสัญญาณเพื่อป้องกันการทับซ้อน ทำให้ได้สัญญาณทีวีเพียงชุดเดียวที่สามารถนำไปส่งกระจายสัญญาณต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จะการปรับเปลี่ยนระบบทีวีรวมศูนย์จากระบบทีวีอนาล็อกแบบเก่าไปเป็นระบบทีวีดิจิทัลแบบใหม่ยากไหม? ต้องทำอย่างไรบ้าง?
คุณรู้หรือไม่ว่าเคล็ดลับการออกแบบระบบทีวีรวมศูนย์ MATV SMATV รวมถึงระบบ Hotel IPTV ในโรงแรม โรงพยาบาล คอนโด อพาร์ทเมนท์ ที่ราคาถูกสุด ประสิทธิภาพสูงสุด ดูแลง่ายที่สุด และกินไฟน้อยที่สุด มีอยู่จริง และสามารถรับสัญญาณทีวีไทยพื้นฐานได้ถึง +20 ช่อง