เผยแพร่: 13 ม.ค. 2569 โดย: รุ่งเรือง หวนระลึก
ในวันที่ C-Band ถูกนำไปใช้กับ 5G รัฐบาล ประชาชน และธุรกิจต้องรับมืออย่างไร
เมื่อการเปลี่ยนคลื่นความถี่คือการเปลี่ยนโครงสร้างการสื่อสารของประเทศ
การนำ ย่านความถี่ C-Band ไปใช้กับเครือข่าย 5G เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในหลายประเทศ ทว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้กระทบเพียงภาคโทรคมนาคม แต่ส่งผลต่อ ระบบดาวเทียม การกระจายเสียง และบริการสาธารณะ ที่ประชาชนและธุรกิจพึ่งพาอยู่ในชีวิตประจำวัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เทคโนโลยีจะดีขึ้นแค่ไหน” แต่คือ ทุกภาคส่วนควรเตรียมรับมืออย่างเป็นระบบอย่างไร เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการและลดผลกระทบเชิงลบ
ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบการสื่อสารของโลกได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากยุคอนาล็อกสู่ดิจิทัล จากโทรทัศน์ภาคพื้นดินสู่ดาวเทียม และจากเครือข่ายมือถือ 3G-4G สู่ยุคของ 5G ที่ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล “คลื่นความถี่” ไม่ใช่เพียงทรัพยากรทางเทคนิคของวิศวกรอีกต่อไป แต่กลายเป็น ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์การสื่อสารยุคใหม่คือ การนำ ย่านความถี่ C-Band ซึ่งเคยเป็นหัวใจของระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมและการกระจายเสียง มาใช้รองรับเครือข่าย 5G ในหลายประเทศทั่วโลก การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนถึงการปรับสมดุลครั้งใหญ่ระหว่าง “โลกของการสื่อสารจากอวกาศ” กับ “โลกของการสื่อสารภาคพื้นดิน” ที่ต้องใช้ทรัพยากรคลื่นชุดเดียวกัน แต่มีวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บทความนี้สรุปแนวทางรับมือในสามระดับ ได้แก่ รัฐบาล ประชาชน ภาคธุรกิจบริการ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 5G เกิดขึ้นอย่างราบรื่นและยั่งยืน (1) สำหรับภาครัฐ การเปลี่ยนบทบาทของ C-Band ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดสรรคลื่นใหม่ แต่คือ การบริหารความเสี่ยงด้วยเชิงนโยบาย ระหว่างการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับการคุ้มครองบริการสาธารณะที่ประชาชนพึ่งพามาอย่างยาวนาน (2) สำหรับประชาชน นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่อาจดูไกลตัวในเชิงเทคนิค แต่ส่งผลโดยตรงต่อ การรับชมโทรทัศน์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และความต่อเนื่องของการสื่อสารในชีวิตประจำวัน (3) ขณะที่สำหรับภาคธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม รีสอร์ท โรงพยาบาล และอาคารขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านนี้คือ ความท้าทายเชิงกลยุทธ์ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับตัวอย่างไร เพื่อรักษาคุณภาพบริการ ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นของลูกค้าในยุคที่ผู้บริโภคคาดหวังประสบการณ์ดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ
บทความนี้จึงไม่ได้มองการนำ C-Band ไปใช้กับ 5G ในฐานะประเด็นทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาในมุมของ ผลกระทบเชิงระบบต่อทั้งประเทศ ตั้งแต่นโยบายสาธารณะ การปรับตัวของประชาชน ไปจนถึงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจบริการ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนคลื่นความถี่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างการสื่อสารของสังคม ที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเข้าใจและเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ หากต้องการให้การก้าวสู่ยุค 5G เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีในระยะสั้นเท่านั้น
(1) รัฐบาลต้องทำอย่างไร?
การนำคลื่น C-Band ไปใช้กับ 5G เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ แต่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รัฐจึงต้องบริหารจัดการคลื่นอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และคุ้มครองผู้ใช้งานเดิมควบคู่กับการเปิดทางให้เทคโนโลยีใหม่เติบโต บทบาทหลักอยู่ที่ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น MDES, NT, MCOT, ThaiPBS และรัฐบาล ในฐานะผู้จัดการทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศ โดยควรดำเนินการดังนี้
- จัดทำ แผนเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) จาก C-Band ดาวเทียมสู่ระบบใหม่อย่างเป็นขั้นตอน พร้อมกรอบเวลาอย่างชัดเจน
- กำหนด นโยบายการจัดสรรคลื่น C-Band ระหว่างดาวเทียมและ 5G และวางมาตรการ Spectrum Coexistence เช่น Guard Band และข้อจำกัดกำลังส่ง
- คุ้มครองผู้ใช้งานเดิมผ่านมาตรการเยียวยาและโครงการสนับสนุนอุปกรณ์ โดยเฉพาะชุมชนชนบท โรงเรียน และโรงพยาบาลรัฐ
- สื่อสารนโยบายและความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความสับสนและผลกระทบต่อสังคม
สิ่งสำคัญคือการทำให้ทุกภาคส่วนเข้าใจทิศทางเดียวกัน เพื่อให้สามารถวางแผนปรับตัวได้ตรงจุดและลดความเสี่ยงในระยะยาว
(2) ประชาชนต้องรับมืออย่างไร?
จากบทบาทของรัฐในการกำหนดนโยบายและแผนเปลี่ยนผ่าน ประชาชนในฐานะผู้ใช้งานปลายทางควรให้ความสำคัญกับ “ความต่อเนื่องของการรับชมและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปกำหนดนโยบาย แต่ต้องติดตามการสื่อสารอย่างเป็นทางการจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ประชาชนควรรู้คือ รัฐจะมีการประกาศแผนเปลี่ยนผ่าน กรอบเวลา และมาตรการเยียวยาสำหรับผู้ใช้งานระบบทีวีดาวเทียม C-Band เดิม ซึ่งอาจต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การรับชมผ่านระบบอื่น เช่น ทีวีดาวเทียม Ku-Band เสาอากาศทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน หรือแพลตฟอร์มรับชมทางอื่นๆ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อสารในอนาคต
3) ธุรกิจบริการ ประเภท โรงแรม รีสอร์ท โรงพยาบาล คอนโด อพาร์ตเมนต์ หอพัก ควรปรับตัวอย่างไร?
ธุรกิจบริการประเภท โรงแรม รีสอร์ท โรงพยาบาล คอนโด อพาร์ตเมนต์ หอพัก ส่วนใหญ่ระบบทีวีรวมศูนย์ CATV, MATV, SMATV และ IPTV มักมีการรับสัญญาณจากจานดาวเทียม C-Band ทั้งจากดาวเทียมภายในประเทศและจากดาวเทียมต่างประเทศ กรณีดาวเทียมภายในประเทศไทยมีการยกเลิก C-Band สามารถเปลี่ยนช่องทางไปรับโทรทัศน์ผ่านเสาอากาศทีวีดิจิทัลนำมาส่งในระบบทีวีรวมศูนย์โดยตรงหรือนำมาแปลงสัญญาณเพื่อจัดเรียงช่องใหม่ตามต้องการก็สามารถทำได้ หรือ การรับดาวเทียมผ่าน Ku-Band โดยใช้จาน KU-Band ขนาดใหญ่ 1.2 -1.8 เมตรขึ้นไป เพื่อลดปัญหาการลดทอนสัญญาณจากฝนหรือ Rain Fade โดยช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมภายในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นรายการทีวีภาษาไทย ในกรณีรับจากดาวเทียมต่างประเทศและดาวเทียมดังกล่าวมีการยกเลิก C-Band ให้เช็กว่าสามารถรับช่องรายการผ่านดาวเทียม C-Band ดวงอื่นทดแทนได้หรือไม่ หรือ รับสัญญาณผ่านแพลตฟอร์มอื่นๆ ผ่านช่องทางออนไลน์เช่น ผ่าน OTT IPTV หรือ PC Computer โดยสัญญาณช่องต่างๆ สามารถนำมาแปลงเป็นสัญญาณทีวีเพื่อส่งกระจายในระบบทีวีรวศูนย์ได้เช่นกัน
บทสรุป
การนำ ย่านความถี่ C-Band ไปใช้กับเครือข่าย 5G ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างของระบบสื่อสารทั้งประเทศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจน โปร่งใส และคำนึงถึงการคุ้มครองผู้ใช้งานเดิมควบคู่กับการเปิดทางให้เทคโนโลยีใหม่เติบโต ขณะที่ประชาชนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ เพื่อสามารถเตรียมตัวปรับเปลี่ยนช่องทางการรับสัญญาณได้อย่างเหมาะสมโดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต
ในมุมของภาคธุรกิจบริการ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ควรถูกมองไม่ใช่เพียงต้นทุนหรือภาระ แต่เป็น โอกาสในการยกระดับระบบสื่อสารและประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ การปรับจากระบบดาวเทียม C-Band ไปสู่ Ku-Band ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน หรือแพลตฟอร์ม IPTV และ OTT ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนนโยบายคลื่นความถี่ในอนาคต แต่ยังเปิดทางสู่รูปแบบบริการใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่าน C-Band สู่ยุค 5G จะไม่ได้วัดจากความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว หากแต่จะวัดจาก ความต่อเนื่องของบริการ ความเท่าเทียมในการเข้าถึง และความมั่นคงของระบบสื่อสารของประเทศ หากทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะไม่ใช่วิกฤต แต่จะกลายเป็น จุดเริ่มต้นของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และยั่งยืน สำหรับสังคมไทยในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
- International Telecommunication Union. (2020). Guidelines for the deployment of IMT-2020 (5G) in mid-band spectrum. ITU.
- International Telecommunication Union. (2023). Radio Regulations (2023 ed.). ITU.
- European Conference of Postal and Telecommunications Administrations (CEPT). (2019). Compatibility between 5G in the 3.4–3.8 GHz band and satellite services in the C-band. CEPT ECC.
- Federal Communications Commission. (2020). Expanding flexible use of the 3.7–4.2 GHz band (FCC 20-22). FCC.
- GSMA. (2021). C-band: The backbone of 5G in the United States and beyond. GSM Association.
- Maral, G., & Bousquet, M. (2011). Satellite communications systems: Systems, techniques and technology (5th ed.). Wiley.