เผยแพร่: 12 ม.ค. 2569 โดย: รุ่งเรือง หวนระลึก
ทำไมหลายประเทศนำ C-Band ไปใช้กับ 5G?
เมื่อคลื่นความถี่กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์
ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล คลื่นความถี่ไม่ใช่เพียงทรัพยากรทางเทคนิค แต่เป็น ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ การพัฒนาเครือข่าย 5G ต้องอาศัยย่านความถี่ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งความเร็ว ความเสถียร และพื้นที่ครอบคลุม ในบริบทนี้ “C-Band” จึงถูกจับตามองและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ แม้ในอดีตจะเป็นย่านความถี่หลักของระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมก็ตาม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า C-Band ใช้กับ 5G ได้หรือไม่ แต่คือ ทำไมประเทศต่างๆ จึงเลือก C-Band เป็นหัวใจของเครือข่าย 5G และการตัดสินใจนี้ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารอย่างไรในระยะยาว
C-Band คืออะไรในบริบทของ 5G
โดยทั่วไป C-Band ในงานดาวเทียมอยู่ในช่วง Downlink 3.7-4.2 GHz และ Uplink 5.925-6.425 GHz ขณะที่ในบริบทของโทรคมนาคม 5G หลายประเทศนำช่วงความถี่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะ 3.3–4.2 GHz มาใช้เป็น Mid-Band 5G ซึ่งถือเป็นช่วงความถี่ที่ให้สมดุลดีที่สุดระหว่าง (1) ความเร็วในการรับส่งข้อมูล, (2) พื้นที่ครอบคลุมสัญญาณ (3) ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้ C-Band จึงถูกมองว่าเป็นช่วงความถี่ที่มีความสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างความเร็วสัญญาณ ระยะการส่งสัญญาณ และความเสถียร ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งาน 5G มากกว่าย่านความถี่อื่นๆ ที่อาจมีข้อจำกัดด้านระยะหรือแบนด์วิดท์ จึงเป็น “Sweet spot” ของ 5G ระหว่างย่านความถี่ต่ำ (Low-Band) ที่ครอบคลุมดีแต่ความเร็วต่ำ และย่านความถี่สูงมาก (mmWave) ที่ให้ความเร็วสูงมากแต่ครอบคลุมพื้นที่จำกัด

5 เหตุผลหลักที่หลายประเทศเลือก C-Band สำหรับ 5G
ผลกระทบต่อระบบดาวเทียมและการกระจายเสียง
แม้การนำ C-Band ไปใช้กับ 5G จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อระบบโทรคมนาคม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานดาวเทียมเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในด้าน (1) ความเสี่ยงต่อการรบกวนสัญญาณ (Interference) ระหว่างสถานีฐาน 5G กับสถานีรับสัญญาณดาวเทียม (2) ต้นทุนการย้ายระบบ ของสถานีโทรทัศน์และโครงข่ายกระจายเสียง และ (3) การปรับโครงสร้างพื้นฐานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมจาก C-Band ไปสู่ Ku-Band หรือ Terrestrial ดังนั้นหลายประเทศจึงต้องกำหนดมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น การเว้นช่วงความถี่กันชน (Guard Band) การจำกัดกำลังส่ง และการสนับสนุนงบประมาณในการย้ายระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างราบรื่น
บทบาทของ C-Band ในอนาคต
ในอนาคต C-Band จะไม่ได้เป็นเพียง “ย่านความถี่ของดาวเทียม” หรือ “ย่านความถี่ของ 5G” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น พื้นที่ร่วมของเทคโนโลยีสื่อสารหลายรูปแบบ ตั้งแต่ (1) เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (2) ระบบ IoT ระดับประเทศ (3) โครงข่ายสื่อสารสำรองเพื่อความมั่นคง ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่ การบริหารจัดการคลื่นความถี่อย่างสมดุล ระหว่างภาคพื้นดินและอวกาศ เพื่อให้ทั้งสองระบบสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ลดทอนคุณภาพบริการของกันและกัน
บทสรุป
ที่หลายประเทศนำ C-Band ไปใช้กับ 5G ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีดาวเทียมล้าสมัย แต่เพราะ C-Band เป็นย่านความถี่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกดิจิทัลในปัจจุบันมากที่สุด ทั้งในแง่ความเร็ว ความครอบคลุม และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของการปรับโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารระดับโลก จากระบบที่เน้นการกระจายสัญญาณแบบดั้งเดิม ไปสู่เครือข่ายดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกอุปกรณ์และทุกภาคส่วนของสังคม
สำหรับผู้บริหารและผู้วางระบบ การเข้าใจทิศทางนี้ไม่ใช่เพียงการติดตามเทคโนโลยี แต่คือการเตรียมกลยุทธ์รองรับอนาคตของการสื่อสาร ที่ C-Band จะยังคงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารโลกไปอีกยาวนาน
เอกสารอ้างอิง